ไปเล่นสกี/สโนวบอร์ดที่ฮะคุบะกันเถอะ!

กุมภาพันธ์ 28, 2017 เขียนโดย
หมวดหมู่: จุดที่น่าเที่ยวชม

หุบเขาฮะคุบะในจังหวัดนากาโนะ เป็นหุบเขาที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำกิจกรรมกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยภูเขาที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือล่องแก่ง กระโดดร่มชูชีพ ดูดาวหรือชมหิ่งห้อยตามแม่น้ำ แอดแวนเจอร์พาร์ค และอื่น ๆ แต่สำหรับหน้าหนาวนี้แล้ว คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้เล่นสกีในลานสกีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแห่งนี้


หุบเขาฮะคุบะประกอบไปด้วยลานสกีถึง 5 ลานด้วยกันคือ Happo-One, Goryu, Hakuba47, Iwatake และ Sanosaka แต่ละลานล้วนมีเอกลักษณ์และคอสระดับต่างกันออกไป ครั้งนี้แพนจะขอแนะนำลาน  Iwatake และ Hakuba47 ให้ทุกคนได้รู้จักกันค่ะ



ลาน Iwatake กว้างและเล่นง่าย มีทั้งหมด 26 คอร์ส ความยาวสูงสุด 3300 เมตร คอร์สที่มีความชันมากที่สุดคือ 35 องศา มีวิวที่สวยงามเหมาะสำหรับทั้งการเล่นสกีและสโนวบอร์ด และยังใช้เป็นสถานที่แข่งขันสกีของนักเรียนทั่วประเทศติดต่อกันถึง 44 ปีจนถึงปัจจุบัน (ณ ปี 2017)


 

ลาน Hakuba47 มีทั้งหมด 8 คอร์ส ความยาวสูงสุด 6400 เมตร ข้างบนยอดเขาเชื่อมกับลาน Hakuba Goryu เหมาะสำหรับวัยรุ่นที่ชอบเล่นสโนวบอร์ด เพราะมีพาร์กที่มีเนินและบ็อกซ์ให้กระโดดมากมาย รับรองว่าถูกใจคนที่ชอบเล่นผาดโผนแน่นอน


ไม่เพียงแค่นักสกีระดับแอดวานซ์ แต่คนที่ไม่เคยเล่นสกี / สโนวบอร์ดมาก่อนก็เริ่มเล่นกันได้ง่าย ๆ โดยในแต่ละลานจะมีโรงเรียนสอนที่มีอาจารย์ฝีมือดีคอยประจำอยู่ตลอด ผู้ที่สนใจสามารถไปลงทะเบียนเรียนเป็นครั้ง ๆ ไป โดย 1 ครั้งใช้เวลา 2 ชั่วโมงราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 4000 เยนสำหรับการเรียนเป็นกลุ่ม และประมาณ 12000 เยนสำหรับการเรียนตัวต่อตัว

 


นอกจากการเล่นสกี / สโนวบอร์ดแล้ว ภายในลานยังมีกิจกรรมที่ให้เพื่อน ๆ ได้สนุกกับการเล่นหิมะอีกมากมาย เช่น เดินบนหิมะด้วยรองเท้าหิมะชมวิวและสัตว์ป่า (snow shoes) หรือเล่นบานานาโบ้ดบนหิมะ (snow mobil) เหมาะสำหรับคนที่ไม่เล่นกีฬาหนัก หรือเหนื่อยจากการเล่นสกี ถือเป็นกิจกรรมที่สนุกแปลกใหม่และฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี


หลังจากเหนื่อยล้าจากการเล่นสกีกันมาทั้งวัน สิ่งต่อไปที่คิดว่าทุกคนคงถามหาคือที่พักดีดีที่มีอ่างน้ำร้อนให้แช่คลายเมื่อยซักแห่ง ครั้งนี้แพนอยากแนะนำโรงแรม Inner village Miyama ที่อยู่ใกล้ ๆ ลานสกี Iwatake มีห้องทั้งแบบนอนฟูกฟูตงแบบญี่ปุ่น และนอนเตียงแบบยุโรป ถึงแม้มีอ่างน้ำโอฟุโระขนาดใหญ่ (แยกชายหญิง) ก็ยังมีห้องน้ำส่วนตัวในห้องนอนด้วย และที่สำคัญ คืออาหารทั้งเช้าและเย็นที่มีให้เลือกระหว่างบุ๊ฟเฟ่หรืออาหารเซ็ท (แอบกระซิบว่าอาหารเซ็ทนี่ก็เสิร์ฟด้วยปริมาณที่เปรียบเสมือนกินบุ๊ฟเฟ่เลย) แถมเจ้าของโรงแรมยังใจดีอีกด้วยค่ะ


สุดท้ายนี้ ขอเพิ่มเติมความรู้ประวัติศาสตร์กันเล็กน้อย
จังหวัดนากาโนะเคยเป็นที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งที่ 18 ในปี 1998 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จังหวัดนากาโนะเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีนักสกีและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวภายในจังหวัดเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันสถานที่จัดการแข่งขันได้แปรสภาพมาเป็นลานเล่นไอซ์สเก็ต หอประชุม และงานจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมได้เช่นกันค่ะ

ท่องทะเลเมฆที่Kita Shiga Kogen

พฤศจิกายน 1, 2016 เขียนโดย
หมวดหมู่: จุดที่น่าเที่ยวชม

ปลายตุลาคมอย่างนี้ หันซ้ายหันขวาไปทางไหนก็ตื่นใจไปกับสีสันอันสดใสของฤดูใบไม้ร่วง ความที่จังหวัดนากาโน่เป็นพื้นที่สูงล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงพวกเราเร็วกว่าจังหวัดอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้เห็นทัศนียภาพที่เรียกว่า ”ซันดังโคโย”บนเทือกเขาสูงเมื่อหิมะแรกตกบนยอดเขาขณะที่บนเขายังมีสีแดงเพลิงของใบไม้ผลัดสีลดหลั่นไล่ระดับลงมาจนถึงสีเขียวของแมกไม้ตามเชิงเขาที่อากาศยังอุ่นอยู่

แต่ปีนี้ไม่ได้พาไปดู“ซันดังโคโย”อย่างที่ตั้งใจเพราะโอกาสไม่อำนวย ลำพังที่เที่ยวใกล้ๆไปเช้าเย็นกลับได้ง่ายๆก็มีจุดชมวิวสวยๆมากมายเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ไล่มาตั้งแต่คารุยซาว่า, โทกาคุชี, ทากายามะ, คามิโคจิ
วันนี้ขอแหวกแนว พาไปดูฤดูใบไม้ร่วงในมุมสูงเหนือเมฆกันดีกว่า จุดหมายปลายทางคือ “Sora Terrace” ตั้งอยู่ในริวโอสกีพาร์ค ลานสกียอดนิยมแห่งหนึ่งในเขตที่ราบสูงคิตะชิกะ เดินทางโดยรถไฟจากสถานีนากาโน่ ไปยังสถานียูดานาคะ แล้วต่อชัตเตอร์บัส(เช็คเวลาจากเวบไซต์)หรือถ้าไม่อยากรอก็สามารถเรียกแท็กซี่ต่อไปริวโอสกีพาร์คได้ใช้เวลาประมาณ20นาที จากนั้นนั่งกระเช้าไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก ขึ้นไปยังยอดเขาสูง1,770เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ความสนุกของการเดินทางเริ่มขึ้นตั้งแต่ขณะที่กระเช้าไฟฟ้าไต่ขึ้นไปอย่างช้าๆ ทัศนียภาพและสีสันของแมกไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่นานกระเช้าก็พาเราเหินขึ้นไปอยู่เหนือเมฆท่ามกลางท้องฟ้าที่กว้างไกลสุดตา มองไปยังแพเมฆขาวเบานุ่มราวฟองคลื่น น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ทันดูพระอาทิตย์ตก ว่ากันว่าบรรยากาศโรแมนติกสุดๆไปเลย ไม่น่าแปลกใจที่เห็นคู่รักหลายคู่เดินเกี่ยวก้อยชี้ชวนกันชมทิวทัศน์แห่งขุนเขา

บ้างก็นั่งชิลๆจิบกาแฟร้อนๆจากโซร่าคาเฟ่ ลองชิมกาแฟร้อนลอยหน้าด้วยมาชเมลโล่ขาวๆนุ่มๆหวานหน่อยๆ อร่อยและแก้หนาวได้ชะงัดนัก ส่วนพวกที่มากันเป็นกลุ่มป้าๆอย่างพวกเราที่ตั้งหน้าตั้งตาถ่ายภาพกันอย่างเอาเป็นเอาตายก็มีไม่น้อย นอกจากฟ้างามๆแล้วยังมีดอกไม้สวยที่ขึ้นเฉพาะบนเขาสูงหาดูได้ยากหลากหลายพันธุ์ พอจะอ้างได้ว่ามาเที่ยวอย่างมีสาระเหมือนกันนะ

โซร่าเทลาส เปิดในช่วงกรีนซีซั่น ประมาณพฤษภาคม ถึงต้นพฤศจิกายน เก้าโมงเช้าถึงทุ่ม แต่ช่วงที่สวยที่สุดน่าจะเป็นช่วงเดือนตุลาคม เวลาพระอาทิตย์ตกดินประมาณบ่าย4โมงครึ่ง ดังนั้นใครคิดจะมาดูพระอาทิตย์ตกดินบนนี้ ควรขึ้นมาถึงก่อนบ่ายสาม เพื่อรอชมดวงตะวันค่อยๆเคลื่อนคล้อยจนลับตาที่ขอบฟ้าไกลโพ้น แต่ถ้าอยากดูดอกไม้อย่ารอให้หนาวนะคะ ปลายๆตุลาดอกไม้ก็ร่วงหมดแล้ว หลังจากพฤศจิกายน บริเวณเดียวกันนี้จะถูกใช้เป็นลานสกีสำหรับนักสกีระดับโปร เพราะมันสูงและชันมาก

    เมื่อชมและชิมกันจนอิ่มเอมแล้ว ขากลับหากยังมีแรงเดิน สามารถแวะเที่ยวดูลิงหิมะแช่อองเซนได้ที่อุทยานลิงป่าจิโกคุดานิ เพราะอยู่ในเส้นทางและไม่ไกลกันนัก ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่สวยน่าทึ่งมากแต่มักจะถูกลืมเลือน ลึกเข้าไปในป่ายังได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติของฤดูใบไม้ร่วงกันได้อย่างใกล้ชิด เพียงแต่ช่วงนี้อาจไม่ค่อยเห็นลิงลงอาบน้ำหลายๆตัวเหมือนช่วงฤดูหนาว ส่วนมากจะอาบแดดแกะเกากันอยู่ริมแม่น้ำแถวๆนั้น บางครั้งอาจมีน้อยกว่าปรกติเพราะเป็นช่วงผสมพันธุ์ ซึ่งลิงจะไม่ลงมาจากเขา ใครตั้งใจจะมาดูลิง คงต้องทำใจเอาไว้บ้างก็ดีค่ะ

เดินเล่นในเมืองโบราณกลางธรรมชาติ ซาคุ

ตุลาคม 7, 2016 เขียนโดย
หมวดหมู่: จุดที่น่าเที่ยวชม
  มาวันนี้อยากขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ SAKU city อีกหนึ่งเขตที่น่าสนใจของจังหวัดนากาโนะค่ะ ซาคุได้ชื่อว่า balloon city โดยเทศกาลการประกวดแข่งขัน balloon festival ที่จัดขึ้นในเดือนพฤศภาคม ช่วง golden week ของทุกปี มีผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 40 รายและมีผู้ชมมาร่วมงานจากทั่วประเทศ
  นอกจากการประกวดแข่งขันแล้ว หนึ่งวันในหนึ่งเดือน (กรกฎาคม สิงหาคมและกันยายน) ทุกท่านที่สนใจสามารถทดลองนั่งบอลลูนที่ลอยสูงจากพื้นดินกว่า 20เมตรได้ในราคาเพียง 1000 เยนเท่านั้น
  การที่จะอัดลมให้บอลลูนมากกว่า 40 ลูกลอยขึ้นเรียงกันอย่างงั้นได้นั้น แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีพืนที่ราบกว้างใหญ่ ไม่เกะกะขวางทางจราจรและไม่สร้างความเดือนร้อนให้ผู้อยู่อาศัยแถบนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะจัดในเมืองใหญ่ที่ผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา ความจริงแล้วซาคุเป็นเมืองที่เงียบสงบ รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ และมีสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่น่าสนใจเยอะ
  วันก่อนได้มีโอกาสไปช่วยฝ่ายท่องเที่ยวและทัศนศึกษาสถานที่มาเลยอยากเล่าสู่กันฟังให้ทุกคนฟังค่ะ รบกวนทุกคนคลิกเลื่อนภาพไปเรื่อย ๆ พร้อมอ่านคำบรรยายตามรูปเลยนะคะ วันนี้เราได้เดินทางจากสถานีนากาโนะด้วยชินคันเซ็นเป็นเวลา20นาที มาลงสถานี Sakudaira (จากโตเกียวก็ต่อเดียวถึง)
เปิดวันมาหลังจากแนะนำตัวกันเสร็จเราก็ได้ของขวัญเป็นหมวกชาวนาสานมือที่ทำขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ทุกคนดีใจเลยพากันใส่เดินตลอดทั้งวันเลย 555
 

สถานที่แรกที่เราไปแวะคือศาลเจ้าสุวะ(Suwa Jinja) เป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ แต่การแกะสลักเค้าสวยงามและปราณีตมาก ปกติแต่ละศาลเจ้าจะมีเรื่องเด่นประจำที่ แต่ที่นี่ตรงที่จับที่สั่นระฆังเป็นไม้หกเหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมมีเขียนว่า บ้านเมืองปลอดภัย การศึกษาประสบความสำเร็จ เดินทางปลอดภัย ที่เหลือแอบลืม (คือช่วยได้ทุกเรื่องอะ)


ต่อมาเราก็ไปแวะโรงเหล้าสาเกกัน ความจริงตอนนี้นากาโนะกำลังโปรโมตเรื่องเหล้าสาเกกับไวน์ท้องถิ่น โดยเหล้าที่ผ่านการคัดสรรจากกรรมการผู้เชี่ยวชาญจะได้รับประกาศณียบัตรและได้สติกเกอร์สีแดงแปะที่ขวด เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเหล้าที่ได้รับการยอมรับจากจังหวัด

  ข้างบนชั้นสองของโรงเหล้า งงมาก ปรากฎว่าเป็นคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ มีชุดซามูไรสมัยก่อนวางอยู่กลางห้อง และจัดแสดงของสมัยโบราณ เช่น ธนบัตร เหรียญทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ อาวุธ สิ่งของเครื่องใช้ในสมัยก่อน ตัวสถานที่เองก็เป็นบ้านญี่ปุ่นที่มีคานไม้ใหญ่อลังการมาก ได้อารมณ์ญี่ปุ่นจริง ๆ
 

  กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เนื่องจากรู้ว่าต้องเดินเยอะ ไกด์เลยจัดเต็มข้าวเที่ยงให้ เป็นมิโซะคัตสึด้งที่ร้านชื่อ fujita shokudo ซึ่งคัตสึด้งปกติที่เคยกินมามันก็จะมาแค่ข้าวกับหมูราดมิโซะ แต่ร้านนี้มีผักหลากหลายชนิด สีสันสวยงามพร้อมไข่ออนเซ็นอีกด้วย วิธีกินคือให้เตาะไข่แตกแล้วคนๆให้เหลว แถมใส่วาซาบิอีก แล้วเอามิโซะคัตสึจิ้มไข่นั้นกิน คืออร่อยมากขอบอก รสชาติมิโซะก็ไม่เค็มเหมือนของนาโกย่า (มีแอบเปรียบเทียบ55) จะออกหวานเล็กน้อย คือกินง่าย และมีผักประกอบทำให้รู้สึก healthy และอิ่มมหาศาล (ในเซ็ตมีมิโซะซุปมาให้ด้วยนะ)

คราวนี้เราได้แวะดูบ้านคนที่เก่าแก่โบราณและมีโครงสร้างไม่เหมือนชาวบ้าน คือเอาทางเข้ามาไว้ทางหน้าจั่ว (บ้านเราเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เอาทางเข้าไว้ทางยาวมากกว่า) น่าเสียดายที่เจ้าของไม่อยู่เลยไม่สามารถเข้าไปดูข้างในได้

  เลยออกเดินทางต่อไปตามทางเดินที่เรียกว่า Nakasendo ซึ่งความจริงแล้วเป็นไฮไลท์ของวันนี้ เค้าว่ากันว่าเป็นทางที่เจ้าหญิงเดินเท้าจากคันไซมาพบเจ้าชายที่คันโต เป็นทางยาวต่อเดียวถึงเลย เดินลงมาเรื่อยก็กลายเป็นทางเรียบแม่น้ำชิคุมะ ตอนนี้มีสะพานสีแดงเด่นเป็นสง่า แต่เมื่อก่อนที่เทคโนโลยียังไม่พัฒนา เค้าข้ามแม่น้ำกันโดยเอาเรือมาจอดต่อ ๆ กันแล้วเอาไม้กระดานพาดเป็นทางข้าม ซึ่งคนรวยเท่านั้นที่สามารถจ่ายค่าผ่านทางได้ คนจนที่ไม่มีเงินจ่ายก็พยามจะว่ายน้ำข้ามไปเอง แต่ด้วยกระแสน้ำที่แรงและเร็ว ทำให้คนเหล่านั้นถึงแก่ชีวิตกันมานับไม่ถ้วน ฟังแล้วก็แอบอินอะ

สถานที่สุดท้ายก่อนกินข้าวเย็นคือ ศาลเจ้าที่มีพระพุทธรูปช่วยให้อายุยืน บินโคโระ ได้ไหว้พระหยอดเงินแล้ว ทีนี่เราก็อายุยืนถึงร้อยปีแล้ว 555 สาธุ


  เดินมาทั้งวันทีนี้เราก็เหลือภารกิจสุดท้าย คือการกินข้าวเย็นแสนอร่อยนั่งเอง เรามาฝากท้องไว้ที่ร้าน Deneimon อยู่หน้าสถานี Sakudaira เลย ภายในร้านบรรยากาศหรูหราไฮโซได้ใจมาก อาหารที่ออมาก็มากมายและอลังการมากตามรูป เช่น ซาชิมิปลาคราป (กินทั้งก้าง) เต้าหู้เนื้อแน่นปึ้ก สุกี้ยากี้ ปลาย่าง เทมปูระ โซบะเย็น (ซารุโซบะของดังของนากาโนะ) ไข่ตุ๋น เป็นต้น

เป็นวันหยุดที่ได้พักผ่อนในเมืองที่สงบ ท่องเที่ยวอย่างอิ่มหนำสำราญ สนุกพร้อมได้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วย นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของเมืองซาคุเท่านั้นนะคะ ใครที่กำลังหาที่เที่ยวในญี่ปุ่นแบบเน้น พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ราคาไม่แพง เดินทางสะดวก สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมืองซาคุได้ตามลิ้งข้างล่างนี้เลยนะคะ

หลบร้อนไปคารุยซาว่ากันเถอะ

สิงหาคม 25, 2016 เขียนโดย
หมวดหมู่: จุดที่น่าเที่ยวชม

Karuizawa

เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่ในจังหวัดนากาโน่ สิงหาที่ผ่านมามีหลานสาวคนสวยมาพักอยู่ด้วย ได้ไปเที่ยวกันหลายที่ คารุยซาว่าเป็นเมืองสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทย

คารุยซาว่าเป็นเมืองตากอากาศชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีประวัติความเป็นมายาวนานน่าสนใจ เปรียบไปแล้วน่าจะประมาณ หัวหิน เขาใหญ่ สำหรับคนไทยได้กระมัง เมืองรีสอร์ทแห่งนี้ เป็นที่นิยมทั้งในฤดูหนาวและฤดูร้อน
ฤดูหนาว คารุยซาว่ามีลานสกีที่ใหญ่และอยู่ใกล้สถานีมากที่สุด กระโดดลงจากชิงกันเซนก็เล่นสกีได้เลย ทั้งยังอยู่ใกล้โตเกียว นั่งชิงกันเซนมาเพียงชั่วโมงกับอีกนิดๆ เล่นสกีลงอองเซนแล้วยังกลับโตเกียวได้ภายในวันเดียว
แต่ครั้งนี้พาหลานเที่ยวคารุยซาว่าในหน้าร้อน เพราะคารุยซาว่าเป็นเมืองรีสอร์ทบนภูเขา แวดล้อมด้วยธรรมชาติงดงามตระการตา และอากาศเย็นสบาย ยิ่งถ้ามาจากโตเกียวแล้วล่ะก็ คารุยซาว่าก็คือสวรรค์ดีๆนี่เอง

เที่ยวแบบง่ายๆไม่ต้องวางแผนให้ปวดหัว ก็ลงรถไฟแล้วเดินเข้า Karuizawa shopping plaza กันเลย ที่นี่เป็นหน้าเป็นตาของคารุยซาว่าเพราะเป็นOutlet Mallที่ใหญ่มาก มีทั้งร้านค้าแบร์ดเนมหรูๆ ร้านขายของเก๋ๆอาร์ตๆ ร้านอาหารอร่อย ร้านขนม ไอศรีม บอกตรงๆว่าไม่เคยได้เดินทั่ว เลยเลือกไปแต่ร้านที่หมายตา นอกจากนี้ยังมีสวนสาธารณะกว้างที่มีเครื่องเล่นให้เด็กๆได้เพลิดเพลิน และสนามหญ้าเขียวขจีสำหรับผู้รักน้องหมา ที่ถูกจับใส่ชุดสวยๆพามาเดินประกวดประขันกันกลายๆ เป็นอาหารตาให้Dog Loversทั้งหลายได้ชื่นชม

ช็อปจนกระเป๋าเบาท้องหนักแล้ว หนุ่มๆสาวๆน่าจะชอบขี่จักรยานเที่ยวรอบเมือง มีจักรยานให้เช่าและแผนที่เส้นทางจักรยาน ขี่ชิวๆชมธรรมชาติและบ้านตากอากาศหรูๆ สไตล์ยุโรปโบราณ หยุดแวะจิบกาแฟกลางป่าก็ยังได้

แต่เที่ยวนี้ไม่มีเวลาและแรงถีบจักรยานแน่ ตัดสินใจขับรถออกไปเที่ยวน้ำตกกันดีกว่า น้ำตก”ชิราอิโตะ” (เส้นไหมสีขาว) ขับจากสถานีไปประมาณ25-30นาที อยู่สูงขึ้นไปบนเขา อากาศเย็นจนหนาวขนาดกลางหน้าร้องแดดเปรี้ยงๆ เป็นน้ำตกแนวราบ (คำนี้ตั้งเองไม่ต้องไปเปิดหาที่ไหน) คือไม่สูงแต่ยาวออกไปหลายเมตรเป็นแผงน้ำที่ตกลงมาเป็นม่านไหมสีขาว สวยแปลกตา(แต่ไม่ตื่นใจเท่าไหร่นะ ชอบน้ำตกสูงๆอ่ะ)

ข้างๆมีทางเดินขึ้นเขา เลยเดินขึ้นไปดู ก็สวยดีแต่เดินไปก็เสียวไปเพราะมีป้ายระวังหมีอยู่ต้นทาง และเห็นร่องรอยเห็ดที่ถูกแทะและร่องรอยของสัตว์ป่าอื่นๆเป็นระยะ ปากทางเข้าน้ำตกมีร้านเป็นเพิงเล็กๆ ขายปลาเสียบไม้ย่างเตาถ่านแบบโบราณ ปลาที่ว่าเป็นปลาน้ำจืดชื่ออิวานะ


แม้คารุยซาว่าจะอยู่ใกล้ๆไปเช้าเย็นกลับได้ แต่ถ้ามีเวลาอยู่ค้างสักคืนสองคืนน่าจะดีกว่าเพราะยังมีที่เที่ยวอีกมากที่ครั้งนี้ยังไม่ได้ไป

http://www.karuizawa-psp.jp/page/

ย้อนเวลาค้นหาอดีตในมัตสึชิโร่

มิถุนายน 29, 2016 เขียนโดย
หมวดหมู่: จุดที่น่าเที่ยวชม, อาหารน่าชิม

วันนี้มาชวนเที่ยวเมืองใกล้ๆอยู่ในอำเภอนากาโน่ของเรานี่เอง มัตสึชิโร่(Matsushiro) ณ.บัดนาวกำลังดังเพราะละครNHK ได้นำเรื่องราวประวัติศาสตร์สมรภูมิรบครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงที่นี่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีที่แล้วมาสร้างเป็นละครประวัติศาสตร์ฟอร์มใหญ่ที่สุดของปีนี้

ว่าแล้วคณะนินจาหนุ่มสาวพราวเสน่ห์ก็กระโดดขึ้นรถเมล์หน้าสถานีนากาโน่มุ่งไปมัตสึชิโร่ นั่งรถเมล์หวานเย็นชมวิวไปเรื่อยๆใช้เวลา30นาทีก็ถึงมัตสึชิโร่ ที่แรกที่เราแวะ แน่นอนต้องเป็นปราสาทมัตสึชิโร่ ปราสาทนี้สร้างในปี1560 ปัจจุบันมีแต่ซากปราสาทแล้ว แต่กำแพงหินและซุ้มประตูได้รับการบูรณะซ่อมแซมต่อจากของเดิมที่เหลืออยู่ ทำให้เห็นความอลังการงานสร้างผสมผสานกับหมู่ซากุระที่มีอยู่เต็มพื้นที่ เสียดายพลาดฤดูซากุระบานไปสองเดือน ไม่อย่างนั้นคงได้ภาพสวยๆมาฝากเพื่อนๆอีกเยอะ

จากปราสาทเดินออกมาไม่ไกลเป็นคุ้มซามุไรของตระกูลซานาดะ (Sanada Residence) เรือนใหญ่กว้างขวาง มีห้อง53ห้อง ถ้าให้เป็นสาวใช้คงคิดหนัก ตัวเรือนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหน้าใช้สำหรับว่าราชการงานเมือง ส่วนหลังเป็นที่พักส่วนตัว มีสวนญี่ปุ่นสวยสงบตามสไตล์สวนญี่ปุ่น ในวันที่อากาศดีจะเห็นเทือกเขาอยู่ไกลๆเป็นฉากหลัง

โรงเรียนนักรบ
ออกจากเรือนซามุไรของตระกูลซานาดะแล้ว เดินออกมาหน่อยเลี้ยวตรงมุมถนน(หลบม้าหลบเกวียนให้ดีๆนะ) ก็จะมาถึงสำนักที่สอนเหล่าลูกท่านหลานเธอให้เป็นซามุไรที่แท้จริงมีชื่อว่า บุนบุกักโก (Bunbu School) ภายในกว้างขวาง มีหลายอาคารแยกเป็นแผนกบุ๋นกับู๊ แผนกบุ๋นเรียนกันที่เรือนใหญ่ พื้นเป็นไม้มันปลาบ ส่วนแผนกบู๊เรียนศิลปะป้องกันตัวต่างๆ แยกกันไปเป็นหลังๆเลย ลานยิงธนู ลานดาบ ลานทวน และอื่นๆ วันนี้ลองลงวิชาธนูดู ธนูญี่ปุ่นหรือคิวโด มีวิธียิงที่แตกต่างจากธนูตะวันตก ที่เห็นง่ายๆคือการง้างที่ดึงลึกเข้ามาเลยหลังหู (น่ากลัวหูจะขาด) เค้าเปิดให้ลองเล่นมีครูสอนด้วย สนุกดีและไม่ยากอย่างที่คิด

ออกกำลัง(นิดหน่อย)แล้วหิวมาก ที่มัตสึชิโร่มีร้านอาหารอร่อยๆหลายที่ เราเลือกไปที่”เทระมาจิโชคะ” เป็นบ้านคหบดีเก่าสร้างตั้งแต่สมัยเอโดะ และใช้ทำการค้าอู้ฟู่สุดๆในยุคเมจิจนถึงต้นโชวะ ทั้งตัวอาคารหลายหลังและสวนสวยเป็นการวางผังตามแบบโบราณ ภายหลังทายาทรับภาระค่าบำรุงรักษาไม่ไหว ได้ขายให้กับอำเภอนากาโน่(หลายตังค์) อำเภอนำมาบูรณะแล้วเปิดให้ประชาชนเช่าทำธุรกิจโดยมีเงื่อนไขห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไข เหมือนเปิดเป็นพิพิทธภัณฑ์ที่มีชีวิตเลยเนอะ
อาหาร เป็นอาหารท้องถิ่นแท้ๆ มีข้าวหน้าแอพริคอตเป็นอาหารขึ้นหน้าขึ้นตา อร่อยไหม? อันนี้ต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ที่แน่ๆคือถูกปากคนเขียน หวานข้าวเพราะเป็นข้าวเหนียวญี่ปุ่นและมีเปรี้ยวพริ้วๆผสมอยู่ปลายลิ้น ทานกับซุปมิโซะร้อนๆ เท่านี้ก็อิ่มไม่อ้วน ได้โอยากิแถมมาอีกสองลูก (ทานไม่ไหวเก็บกลับบ้านไปโลด)

สนามรบสนามรัก(กันไว้เถิด)
ในที่สุดก็มาถึงไฮไลท์สองรายการของทริปนี้ ที่แรกคือสมรภูมิรบคาวานาคาจิม่า (Battles of Kawanakajima) ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสวนสาธารณะเชิงอนุสรณ์สถาน เป็นสนามรบจริงของกองทัพของทาเคดะที่ยกพลมาจากไค(ปัจจุบันคือจ.ยามะนาชิ)และกองทัพของอูเอซุกิที่ยกพลมาจากเอจิโกะ(ปัจจุบันคือนีกาตะ) สองทัพยกมาเจอกันกลางทางซึ่งก็คือนากาโน่ในปัจจุบันนั่นเอง (ฉลาดเนอะยกออกมารบนอกบ้าน) สงครามนี้รบกันยาวนานถึง12ปี มีการประทะกันถึง5ครั้งพลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาตลอด สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปมากมาย โดยเฉพาะสงครามครั้งที่สี่ ที่มีทหารของทั้งสองฝ่ายตายมากกว่า7,000คน ศพของทหารเหล่านั้นไม่สามารถแยกเป็นก๊กเป็นฝ่ายได้ เมื่อตายแล้วก็ถูกฝังรวมกันณ.สนามรบนั่นเอง หลุมศพทหารนับพันกลายเป็นเนินดินสูงขนาดภูเขาลูกย่อมๆ ทำให้ระลึกถึงความโหดร้ายของสงครามได้อย่างเป็นรูปธรรม ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะโดยเด็ดขาด หลังจากการรบครั้งที่ห้า ทั้งสองฝ่ายก็เลิกรากันไปเอง ประมาณนี้
ออกจากสมรภูมิรบแล้ว เหล่านินจาก็พากันไปวัด”โจโคคุจิ” ที่สร้างขึ้นเพื่อส่งวิณญาณของผู้เสียชีวิตในสงครามทั้งสองฝ่าย และมีพิพิทธภัณฑ์เล็กๆที่เก็บอาวุธและข้าวของจริงๆในช่วงสงคราม ที่น่าประหลาดใจคือวัดและพิพิทธภัณฑ์นี้เล็กและเงียบมาก ไม่กล้ามาคนเดียวเด็ดขาด

เชอร์รี่ เชอร์รี่ เชอร์รี่
ไฮไลท์อีกรายการ คือ สวนเชอร์รี่ในมัตสึชิโร่ แต่ละลูกทั้งแดงทั้งอร่อย สวนนี้เค้าเปิดให้เก็บกินได้ ค่าเสียหายครึ่งชั่วโมง1,800เยน อย่าคิดว่า”แป๊บเดียวเองจะกินทันเหรอ”เชียวนะ ขนาดกินไปถ่ายรูปไปชี้ชวนกันดูต้นนั้นต้นนี้ ยังกินจนพุงกาง(กลับมาปวดท้องที่บ้าน5555) วิธีเก็บเชอร์รี่ที่ถูกต้องต้องเก็บเป็นคู่ เจ้าของสวนเค้าว่างั้น ในสวนมีเชอร์รี่สี่พันธุ์ บางพันธุ์ลูกโตสีสวยเนื้อจะแข็งๆหน่อยรสไม่หวานมากมีขมนิดๆ พันธุ์ที่หวานลูกจะออกสีส้มๆเนื้อนิ่มไม่ใหญ่มาก อีกพันธุ์ที่เปรี้ยวมากไม่อร่อยเลย ชื่อพันธุ์ว่าซาโอริ

ปิดท้ายที่ศาลเจ้าโซซัน ศาลเจ้าใหญ่มากมีประติมากรรมสำริดอยู่หน้าศาลเจ้า ดูแล้วละม้ายรูปปั้นนโปเลียน โซซัน ซาคุมะ เป็นบรมาจาร์ยผู้ทรงความรู้และเป็นยอดอัจฉริยะที่มีหัวก้าวหน้ามากๆในสมัยปลายเอโดะ เป็นบุคคลสำคัญในการเปิดประเทศ ท่านเปิดโรงเรียนและมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นบุคคลสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูเมจิในเวลาต่อมา ดังนั้นผู้คนในปัจจุบัน จึงนับถือท่านเป็น”เทพเจ้าแห่งการเรียนรู้” เป็นสถานที่ที่คนนิยมมาสักการะบูชาเพื่อขอให้สอบผ่าน

หาที่นอนกันดีกว่า
ก่อนจบทริปแวะไปเซอร์เวย์ที่พักมาด้วย
มัตสึชิโร่มีโรงแรมใหญ่ระดับ4ดาวเพราะอยู่ใกล้ทางลงทางด่วน เดินทางสะดวกมาก แต่สำหรับเพื่อนๆที่อยากพักแบบได้บรรยากาศพื้นบ้าน รู้สึกประมาณซามุไรมาหายใจรดต้นคอ (อึ๊ย) ลองมาพักที่ Guesthouse Hoteiya ที่นี่เป็นบ้านไม้เก่าสมัยเมจิมีอายุประมาณ120ปี เมื่อก่อนเป็นร้านขายผ้าไหม เจ้าของปัจจุบันนำมาซ่อมแซมตกแต่งใหม่แต่ยังคงโครงสร้างเดิมไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ที่พักเป็นแบบdormitory นอนรวมกัน มีสองชั้นแยกชายหญิง มีครัวเล็กๆห้องน้ำสองห้องและห้องอาบน้ำ(ฝักบัวมั๊ง) สนนราคาคืนละ3,300เยนต่อคนไม่รวมอาหาร หรือจะเหมาไปเลย ห้องละ16,500เยน นอนได้ถึงห้าคน ถ้ามาเป็นหมู่คณะเหมาเป็นหลังเลยก็คุ้มนะคะ http://hotei-ya.net

ทริปเล็ก ๆ ของน้องสาว “มิ้ม”

กันยายน 26, 2013 เขียนโดย
หมวดหมู่: จุดที่น่าเที่ยวชม
น้อง มิ้ม เจ้าของภาพ ค่ะ มาจากไทยได้ไม่ถึงสองปีก็เที่ยวได้เอง แล้วค่ะ มัตสึริ บอน บอน#มัตสึโมโต้                             ปราสาทมัตสึโมโต้

แอบถ่ายนะเนี่ยะ..

Monkey onsen
คิตสึเนะ มัตสึริ งานปอยหมาจิ้งจอก            ก็บตกงาน บอน บอน มะคืนเอาหนุ่มสาว                                                                                                                                                                                                                                                                                 ญี่ปุ่นมาฝากกก

ขนมโก๋ญี่ปุ่น!!!!
กาแฟไทยในญี่ปุ่นแอร๊ยยยยย
ซากุระยังหลงเหลืออยู่!!!!

่่่่่               ถนนหนทางตอนใบไม้เปลี่ยนสีก่อนเข้าหน้าหนาว

นำทริปเล็ก ๆ ของเพื่อน ๆมาฝาก  ก่อนจะเข้าหน้าหนาวนี้  ช่วงนี้อากาศกำลังเปลี่ยนเย็นลงเรื่อย ๆ สำหรับผู้กำลังคิดเดินทางมาเที่ยวจังหวัดนากาโน่  ช่วงนี้เตรียมพร้อมเรื่องเสื้อผ้าด้วย กรุณาดูในเว็ปไซต์(กดไลท์เพิ่มด้วยจะเป็นพระคุณค่ะ)
ขอบคุณค่ะ
ปล.
คราวหน้าพบกับเรื่องใหม่ ๆ
ที่ไม่เคยคุยให้ฟัง มาก่อน มาเซอร์ไพรสกับสิ่งดีดีในนากาโน่กัน ค่ะ

ชนบทในญี่ปุ่นเป็นแบบนี้

เมษายน 3, 2012 เขียนโดย
หมวดหมู่: จุดที่น่าเที่ยวชม

Briohny & Yuri Chika.flv – YouTube

สิ่งดีดีวันนี้เพราะเนื่องมาจากความเก่าแก่ในอดึตนะคะ ความสุขในวันนี้

ก็เพราะเรามีผู้เฒ่าผู้แก่ที่บากบั่นและเพียนพยายามเพื่อเราในวันนี้ และ

การท่องเที่ยวที่ถนัดตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็คือการท่องป่า การเดินทางที่

ไม่ค่อยจะธรรมดาเพื่อเข้าไปสัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ที่แท้จริงในป่าเขา

แม่น้ำลำธาร กับผู้คนที่มีให้แต่รอยยิ้มและโอบอ้อมอารีย์ เมื่อได้ญี่ปุ่น

เป็นครั้งแรกเพื่อการศึกษางานในหมู่บ้านที่ราบสูงไคด้า

บรรยากาศคล้ายภาคเหนือของประเทศไทยแต่ที่นี่อากาศหนาวที่สุดในนากาโน่

ม้าใช้งานของไคด้า พันธุ์เล็กแต่บึกบึนแข็งแรงมาก

นากาโน่ คนญี่ปุ่นชนบทอัธยาศรัยคล้ายคน

ไทยมากมากค่ะ

วันนี้อากาศไม่ค่อยจะดี เห็นขุนเขา "อนตาเกะ"อันศักดิ์สิทธืไม่ค่อยได้ดีเท่าไหร่

อยู่ที่นี่เที่ยวที่นี่ทักทายและมีไอศครีมรสข้าวโพด,โซบะแฮนด์แมตก็อร่อยสุดยอดทีเดียวนะ ขวามือภาพเขาอนตะเกะสูงเกินสามพันเมตร ถนนรอบเขาแคบเหวลึกน่าดู แต่ท้าทายมาก นึกถึงสมัยเป็นนักศึกษา ตอนนั้นเราขับมอเตอร์ไซด์กันบนทางโคลน..คราวนี้เราขับรถยนต์กันบนน้ำแข็ง…ท้าทายมากค่ะกลับมาถึงบ้าน(ห่างจากบ้านประ

มาณชั่วโมง45นาที)แต่ละผ่อนคลายความตึงเครียดได้เป็นปลิดพริ้งเชียว อากาศหนาวที่นี่ อ้อ..ปีนี้ติดลบต่ำสุด 18 องศาในขณะที่เมืองที่อาศัยคือมัตสึโมโต้ติด

ลบต่ำสุด 13องศาค่ะ ซึ่งไม่เคยหนาวเช่นนี้มาก่อน..วานนี้ทางบ้าน

มาเที่ยวกัน 5 คนค่ะ

5คนกระเป๋า6ใบผ่านการเช็คฉลุยที่ ท่าอากาศยานนานาชาติจูบุ

 

หนีหน้าร้อนเมืองไทยมาพบกับความ(ยัง)หนาวที่นี่ เพียงวันนี้ฝนตก

ลมแรง 12 องศาเลยต้องเป็นอย่างนี้ในบ้านค่ะและนอกจากต้องรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายคือการอาบน้ำอุ่นในบ้านแล้วอยากพาไป..”น้ำพุร้อน”กันด้วย ติดตาม

รายงานได้นะคะ สวัสดีค่ะ