Japan Alps Art Festival 2017

มิถุนายน 26, 2017 เขียนโดย
หมวดหมู่: ประสบการณ์

เมื่อพูดถึงนากาโน่ ใครๆมักจะคิดถึงธรรมชาติป่าเขาสวยงามและ…ลิง‼

ไม่ค่อยมีใครรู้ว่านากาโน่เป็นเมืองแห่งศิลปะด้วยเช่นกัน มีศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีตและปัจจุบันมาใช้ชีวิตและสร้างผลงานอยู่ที่นี่มากมาย ทั้งศิลปินยุคเก่าเช่น ฮกคุไซ เจ้าของผลงานซูนามิอันเลื่องชื่อ ศิลปินยุคใหม่เช่น คุซามะ ยาโยอิ เจ้าของผลงานหยดน้ำก็เปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มัตสึโมโต้ อีกทั้งยังเป็นเวทีจัดแสดงงานศิลปะมากมายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เสน่ห์ของนากาโน่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจของศิลปินทั้งในและนอกประเทศเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

วันนี้มีโอกาสได้ไปเที่ยวงานแสดงศิลปะนานาชาติที่มีขนาดใหญ่มากๆ เพราะใช้เมืองโอมาจิ (Omachi) ทั้งเมืองเป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะทั้งหมด38ชิ้น ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้างก็มีอยู่หลายท่าน ใช้ชื่องานว่า “Japan Alps Art Festival 2017” ความสนุกของงานนี้คือนอกจากศิลปินจะได้ปลดปล่อยจินตนาการไว้ในผลงานกันอย่างเต็มที่ไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่และสภาพแวดล้อมแล้ว ยังได้ชมเมืองไปด้วย เพราะงานแต่ละชิ้นกระจัดกระจายกัน บ้างก็อยู่ในเมืองเขตชุมชนกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตของคนในเมืองชนบทเล็กๆ บางผลงานก็อยู่ในป่าบนเขาที่ผู้ชื่นชมผลงานนอกจากพวกเราแล้วก็คงเป็นสัตว์ป่าน้อยใหญ่ บ้างก็อยู่ในวัด หรือใช้บ้านเก่าบ้านร้างทั้งหลังเป็นที่รังสรรค์งานศิลป์ สำหรับคนที่ห่างไกลจากโลกศิลปะอย่างคนเขียนเองแล้ว ขอบอกว่าตื่นตาตื่นใจมากมาย

อันว่าเมืองOmachi ไม่ใช่เมืองแปลกหน้าสำหรับพวกเราชาวไทยหัวใจญี่ปุ่นกันซะทีเดียว โอมาจิเป็นเมืองต้นทางฝั่งนากาโน่ เป็นที่ตั้งของเขื่อนคุโรเบะก่อนที่จะขึ้นสู่กำแพงหิมะตามเส้นทางแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะ โอมาจิเป็นเมืองชนบทขนานแท้ มีอากาศสดชื่นน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ใสสะอาดและอร่อย เพราะมีแหล่งน้ำธรรมชาติจากหิมะบนเทือกเขาแอล์ป ทำให้โอมาจิผลิตเหล้าสาเกได้รสชาติเป็นเลิศ อย่าลืมมาชิมกันนะคะ

พาเข้างานกันดีกว่า ความที่งานนี้กินอาณาเขตกว้างขวางมากแบ่งกว้างๆเป็น5เขต
ถ้าจะให้สะดวกขอแนะนำให้เช่ารถขับเที่ยวกันดีกว่า แต่ถ้ามารถไฟลงที่สถานีโอมาจิก็จะมีชัตเตอร์บัสพาไปส่งและรับตามจุดต่างๆของแต่ละเขตตามเวลาที่กำหนด หน้าสถานีมีอินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์ ซื้อPassportเพื่อเข้าชมงานได้ที่นี่ พาสปอร์ตนี้นอกจากใช้เป็นบัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆแล้วยังใช้สะสมตรายางของผลงานที่เข้าไปชมแต่ละแห่งอีกด้วย ตามจุดประชาสัมพันธ์ต่างๆจะมีน้ำดื่มเป็นขวดๆให้หยิบฟรี หยิบเลยค่ะเพราะไม่ว่าจะมาด้วยพาหนะอะไรงานนี้คือต้อง ”เดิน”

จุดแรกที่พวกเราไปกันคือเขตพื้นที่ฮิงาชิยามะ เขตนี้อยู่ในป่าบนเขาTakagari ชิ้นแรกเป็นผลงานของศิลปินไต้หวัน Lee Kuei-Chih ชื่องานว่า “Windy” โดยนำกิ่งไม้รากไม้มามัดและสอดผสานกัน สร้างเป็นอุโมงค์โค้งยาวต่อกันเหมือนโดนัทมหึมาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง15เมตร ข้างในกลวงเข้าไปเดินเล่นได้สบายๆ มีรูหน้าต่างอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ทั้งหมดนี้สร้างด้วยมือไม่ใช้เครื่องทุ่นแรงใดๆเลย มุดเข้าไปเล่นมาแล้วรู้สึกเหมือนตอนเด็กๆเล่นสร้างบ้านในสวนกับน้องๆก็ให้ความรู้สึกทำนองนี้เลยล่ะ


จากจุดนี้เดินเข้าป่าขึ้นเขาไปหน่อยก็ถึงผลงานอีกชิ้นหนึ่งของทีมศิลปินญี่ปุ่น ใช้ชื่อทีมว่า”เมะ” โดยนำบ้านร้างบนเขาทั้งหลังมาสร้างเป็นงานศิลปะให้ชื่อว่า “Shinano-Omachi Tangible Lanscape” ที่ภายนอกก็ยังดูเป็นบ้านธรรมดา แต่พอก้าวเข้าไปเท่านั้นเหมือนหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งโดยสิ้นเชิง เป็นโลกสีขาวที่ไม่มีเหลี่ยมทั้งหลังเหมือนอยู่ในไข่เป็ด ไฮไลท์คือช่องหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่โอ้อวดทัศนียภาพของเมืองโอมาจิทั้งเมืองจากมุมสูง ติดตาติดใจยากที่จะลืม เด็กๆชอบที่นี่มากเพราะได้มุดเล่นเข้าช่องนั้นออกช่องนี้ บ้านนี้มีสองชั้นแต่ขึ้นลงได้โดยไม่ต้องอาศัยบันไดเลย


ตรงข้ามกันเป็นบ้านอีกหลังที่ใช้โชว์ผลงานพับกระดาษของศิลปินญี่ปุ่นที่มีผลงานเป็นที่รู้จักกันในหลายประเทศ Tomoko Fuse ชื่องานว่า Rock Garden Takagari เป็นงานพับกระดาษโอริกามิ ที่พับกระดาษขาวต่อกันยาวเต็มพื้นที่ชั้นสองของบ้าน เพิ่มมิติด้วยแสงสปอร์ตไลท์ส่องเป็นช่วงๆ เสียดายที่ไม่มีรูปประกอบเพราะห้ามถ่าย

งานชิ้นต่อไปอยู่ในเขตฮิงาชิยามะเหมือนกันแต่เป็นพื้นที่ของหมู่บ้านYasaka ผลงานยิ่งใหญ่อลังการชิ้นนี้เป็นไฮไลท์ของงานเลยก็ว่าได้ ผลงานของLand Artist ชื่อดังชาวรัสเซีย Nikolay Polissky ให้ชื่อผลงานว่า Bamboo Waves ซึ่งสะท้อนตัวตนของหมู่บ้านยาซากะ ในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เคยเป็นแหล่งผลิตไม้ไผ่คุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ภายหลังผู้คนหันมาใช้ภาชนะพลาสติกแทนกระบุงตะกร้าไม้ไผ่กันแล้ว ป่าไผ่ก็ยังไม่เคยทอดทิ้งผืนแผ่นดินของยาซากะ ศิลปินนิโคไลย์ออกแบบผลงานชิ้นนี้มาเพื่อขัดเพชรในตมขึ้นมาอย่างเต็มฝีมือ โดยใช้ลำไผ่หลายต่อหลายลำ ที่ยาวที่สุดถึง18เมตรเลยทีเดียว แต่การดัดไม้ไผ่ให้โค้งพลิ้วราวปลิวไปกับสายลมเช่นที่ออกแบบมานั้นไม่ใช่ง่ายๆ ศิลปินชาวรัสเซียทำไม่ได้แน่ เป็นฝึมือของช่างไม้ไผ่ชาวโอมาจิล้วนๆ ทั้งดัดทั้งมัดและติดตั้งภายใต้การควบคุมงานของนิโคไลย์ งานนี้จึงเป็นความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นของศิลปินกับชาวบ้านที่พูดกันคนละภาษา ใช้เพียงศิลปะสื่อสารกันจนสร้างสรรค์งานที่น่าทึ่งชวนตะลึงแล


นอกจากซึมซับความงามด้วยสายตา สัมผัสลำไม้ไผ่ ฟังเสียงลมที่พัดผ่านกันจนสำราญใจแล้ว เรายังได้ลองทานอาหารท้องถิ่นที่ทำจากหน่อไม้และผักป่าต่างๆในร้านอาหารซึ่งอยู่ใกล้ๆกันนั้นเอง ในช่วงเทศกาลศิลปะนี้ทางร้านเสนออาหารชุดพิเศษ อร่อยมากพลาดไม่ได้


ขับรถเลาะเขามาหน่อยเดียว จะเจอหมู่บ้านเล็กๆเป็นที่หมายต่อไปของพวกเรา มองเข้าไปก็ยังงงๆ เห็นสีเหลืองๆแต้มตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อย นี่มันศิลปะอะไรหว่า ศิลปินสวิส-ฝรั่งเศส ชื่อFelice Varini ให้ชื่อผลงานว่า Hameau d’ellipes น่าจะแปลว่าวงรีของหมู่บ้าน ที่มองยังไงก็ไม่รี

อาสาสมัครมัคคุเทศก์หน้างานบอกให้เดินเลยบ้านไปประมาณสองร้อยเมตร เป็นทางเดินลาดขึ้นไปหน่อย พอหันหลังกลับมาดูหมู่บ้านที่เดินผ่านมาอีกครั้ง ถึงกับตะลึง มันวงรีจริงๆ คนตัวสูงตัวเตี้ยต้องเดินหามุมมองเหมาะๆของตัวเองที่ไม่ใช่จุดเดียวกัน ตัวเตื้ย(อย่างเรา)ก็ต้องเดินออกไปไกลอีกหน่อยสูงอีกนิด แต่ประทับใจมากจริงๆ ยิ่งรู้ว่าบ้านที่เห็นนั้นมีคนอยู่จริงไม่ใช่บ้านร้าง และไม่ใช่แค่หลังเดียว แต่ทุกคนก็ยินยอมพร้อมใจให้ใช้บ้านของตัวเองต่างผ้าใบผืนใหญ่ ถ้าไม่ใช่(ชนบท)ญี่ปุ่นอย่างโอมาจิแล้วคงหาที่ทำอย่างนี้ไม่ได้ง่ายๆ ว่าไหม


อิ่มอกและตกใจกันมาพอแล้ว งานชิ้นต่อไปเราพากันเข้าวัด วัดReishojiของอำเภอโอมาจิ เป็นวัดเก่าแก่ที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวขจี มีอาคารไม้เก่าแก่อายุพันปีที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์สวยงามตั้งอยู่ตรงกลาง ในส่วนที่แสดงผลงานจะอยู่ในอาคารไม้หลังใหญ่ที่อายุน้อยกว่าแต่ก็เก่าแก่ไม่แพ้กัน เป็นอาคารหลังคาสูงที่สร้างจากคานไม้สลับซับซ้อน เผลอๆคิดว่ามาชมงานสถาปัตยกรรม แต่ไม่ใช่นะ งานศิลปะที่พามาดูคืองานแกะสลักไม้ของศิลปินชื่อTakahashi Sadao


ออกจากวัดนั่งรถต่อไปยังหมู่บ้านอองเซนของโอมาจิ ตรงนี้มีงานศิลปะเล็กๆอยู่หลายงาน อยู่ใกล้ๆกันเดินชมได้ค่ะ มีทั้งงานอุโมงค์กระดาษสา ที่เวทีกลางแจ้งมีเสียงดนตรีจากเสียงน้ำไหลน้ำกระทบหม้อไหกาละมัง คิดถึงบ้านเก่าตอนที่ฝนตกหลังคารั่วก็เอาถังเอากาละมังมารอน้ำอย่างนี้แหละ เพิ่งรู้ว่าศิลปะมีอยู่รอบตัวเรานี่เอง อีกแห่งเป็นการดัดแปลงชั้นใต้ดินของร้านขายของชำมาใช้ โดยเทเกลือเอาไว้เต็มห้องเลย บางคนก็บอกว่าเหมือนเดินบนหิมะ บางคนก็ว่าเหมือนเดินบนหาดทรายชายทะเล แล้วแต่จินตนาการกันไป


หมดแรงหน่อไม้แล้ว เข้ามาในเขตตัวเมืองเพื่อหาขนมกินต่อที่คาเฟ่ใน Salt Road Chojiya เมืองโอมาจิมีประวัติเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางค้าเกลือในสมัยเอโดะถึงเมจิ ที่นี่เป็น Museum House ของตระกูลฮิราบายาชิ ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านควบตำแหน่งพ่อค้าเกลือคนสำคัญในยุคนั้น ภายในยังเก็บรักษาคลังเกลือ, ห้องดองเกลือ, และแสดงเครื่องมือเครื่องไม้อื่นๆที่แสดงวิถีชีวิตของผู้คนตัวอาคารเป็นเรือนเก่าของตระกูล มีคาเฟ่เล็กๆขายขนมกับเครื่องดื่ม ขอแนะนำชิโอะไซเดอร์ เป็นน้ำหวานโซดาผสมเกลือหวานๆเค็มๆดื่มแล้วชื่นใจ ในช่วงเทศกาลศิลปะ ทางร้านมีเมนูพิเศษเป็นเซ็ตขนมญี่ปุ่นสามอย่าง เป็นขนมประจำท้องถิ่นที่หากินที่อื่นไม่ได้ ที่สำคัญ….อร่อยมากๆ


มีแรงแล้วเดินวนๆในเมือง ดูงานของJimmy Liao ศิลปินเขียนภาพประกอบหนังสือเด็กชาวไต้หวัน คนนี้ดังมากๆ ผลงานของเค้าสดใสน่ารักเด็กๆชอบ ครั้งนี้ผลงานของเค้าจัดอยู่ในย่านการค้าเก่าแห่งหนึ่งในOmachi Arcade ซึ่งปัจจุบันเงียบเหงาซบเซาไปตามกาลเวลา ร่วมกับงานศิลปะบนทางเท้าของศิลปินญี่ปุ่น Yasuke Asai


หลังจากเตร่ๆเข้าช่องนั้นออกช่องนี้ไปเรื่อยๆตามถนนในเมืองก็หมดเวลาแล้ว ยังมีอีกหลายที่ที่น่าสนใจแต่ยังไม่ได้ไป คงต้องกลับมาเก็บวันหลัง ใครสนใจยังมาทันนะคะ งานจะจัดถึงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทั้งศิลปินผู้สร้างสรรค์งานและทีมงานอาสาสมัครท้องถิ่นร้อยกว่าชีวิตที่ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆวันนี้ค่ะ


ข้อมูล
ชื่องาน : Japan Alps Art Festival 2017

วันที่จัด : 4 มิถุนายน ~ 30 กรกฎาคม 2017
(งานครั้งต่อไปจะจัดอีกสามปีข้างหน้า พอดีกับปีที่จัดงานโอลิมปิคที่โตเกียวเลย )

สถานที่ :อำเภอโอมาจิ จังหวัดนากาโน่

Art Fest Passport : ผู้ใหญ่ 2,500เยน, นักเรียนมัธยมปลาย 1,500เยน, นักเรียนประถมมัธยมต้น500เยน

การเดินทาง: จากสถานี Shinano-Omachi Station มีรถAlp Bus, Higashiyama Taxi ขับวนรับส่งตามจุดต่างๆรอบงาน นอกจากนี้ยังมีจักรยานให้ยืมขี่วนไปดูงานที่อยู่ใกล้ๆกัน ขอยืมได้จากจุดอินฟอร์เมชั่นต่างๆ(ดูในแผนที่) เสาร์อาทิตย์มีทัวร์ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม อ่านได้จากเวบไซต์ http://shinano-omachi.jp/

ใส่ความเห็น

(required)


*